สายฝนโปรยปราย มาพร้อมกับสายลมหนาวโรยบางๆ ดูเหมือนหมอกละอองเป็นม่านสีขาว เย็นสบายตากัับดอกไม้ป่ากรุ่นๆ ในห้วงของความรู้สึก
บ้านเราแม้มีผู้คนที่มีจิตเมตตา อยากทำบุญให้เกิดกุศลจิต เดินทางมาเยี่ยมพวกเรา บางวันก็จะได้ยินเสียงผู้มาเยี่ยมหลอกล้อกับเด็กๆ บางวันก็มาประปราย บ้างก็เอาขนม ผลไม้ เสื้อผ้ามาฝาก บ้างก็มาเี่ยี่ยม มาพูดคุย บางวันบ้านก็อยู่ในภาวะเงียบเหงา โดยเฉพาะในห้วงของความขัดแย้งวิกฤติทางเศรษฐกิจ ผู้คนก็เริ่มห่างหายจากความอ่อนโยน นุ่มนวล จากการเป็นผู้ให้และการเป็นผู้ได้รับ
วันนี้ของบ้านโฮมฮักอบอุ่น และมีความสุขหลังจากเปิดตัวต่อสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ มีผู้คนเข้าใจเรื่องราวของเด็กกำพร้า และได้รับผลกระทบจาก HIV เพิ่มมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้คนที่ได้รัีบรู้จากสื่อตามมาเยี่ยม มาให้กำลังใจ บ้างก็มาขอคำปรึกษาหาทางออกเพื่อมีความสุขกับชีวิต
เย็นวันนี้ของบ้านโฮมฮัก ได้มีโอกาสต้อนรับหญิงสาว รูปร่างสูงโปร่ง มีความรู้ดี มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางสังคม เธอเข้ามาเพราะทราบข่าวจากคลื่นกรีนเวฟ เธออยากมาเรียนรู้เรื่อง HIV จากชีวิตจริงของเด็กๆ ว่ามีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไร และในแต่ละวันยุ่งยากในการดูแลตนเอง เพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง และมีความรู้โดยวิธีใด
แต่สิ่งที่เธอได้รับและเรียนรู้คือ ความรัก ความสุข ในดวงตาของเด็กๆ ที่มองเธอด้วยความไว้วางใจ แล้วในวันหนึ่งของสายฝนพรำ เธอเปิดใจเล่าให้ฟังว่า เธอแต่งงานแล้ว เธอใช้ชีวิตคู่ 1 ปี กับอีก 9 เดือน กับคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเธอทุกประการ ภูมิความรู้ เกียรติ และฐานะ และครอบครัวทั้ง 2 ฝ่าย ดีใจและภูมิใจในตัวของเธอมาก เมื่อรับทราบว่าเธอกำลังจะมีทายาทสืบสกุล
แต่แล้วเธอกลับเหมือนคนที่โดดเดี่ยว อ้างว้าง และทุกข์ทรมานใจ ในวันที่ไปฝากครรภ์ คุณหมอบอกเธอว่าอย่ากังวล การแพทย์เดี๋ยวนี้เก่ง มียาป้องกันภัยของเด็ก ที่จะไม่ให้รับเชื้อโรคจากมารดาได้ แต่เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถ้าครอบครัวเธอไม่ยอมรับ ต้องให้สามีของเธอรับรู้โรคร้ายของเธอ เธอไม่เคยใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรักเพียงคนเดียว และเป็นคนทรยศ
ในชีวิตของเธอ เธอเคยทราบมาว่า เขาเคยผ่านการมีภรรยามาก่อน และเลิกร้างกันไปหลายปีก่อนที่จะมีเธอ ที่สำคัญ เจ้าตัวเล็กในท้องของเธอจะมีชีวิตเช่นใด
เธอเก็บงำความทุกข์และความเศร้าไว้กับตัวเอง โดยยังไม่สามารถพูดหรือบอกให้ใครรับรู้ได้ เพราะเธอกลัวการพูดความจริงกับคนรักของเธอ กลัวความสัมพันธ์ของชีวิตคนรัก กลัวคุณพ่อคุณแม่เสียใจ แล้วประณามคนที่เธอรัก กลัวลูก กลัวการคลอดที่ต้องปิดข้อมุล และเธออยากให้ลูกปลอดภัย
ขณะที่เธอจมอยู่กับความกลัีว เธอได้ทราบข่าวจากสื่อ เธอจดเบอร์โทรศัพท์ แล้วโทรศัพท์มาคุยกับแม่ติ๋ว เราชวนให้เธอมาเยี่ยมเด็กๆ แทนการพูดคุยตอบคำถามทางโทรศัพท์
เมื่อเธอมาที่โฮมฮัก เธอพบเด็กๆ หัวเราะ วิ่งเล่น สนุกสนาน รับประทานอาหารปกติ เธอได้ตั้งคำถามกับแม่ติ๋วว่า เด็กๆ ป่วยกันทุกคนหรือไม่ เด็กๆ รู้ไหมว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพ แล้วทำไมเด็กๆ ถึงแข็งแรง สนุกสนานอยู่ได้
คำตอบของแม่ติ๋วทำให้เธอรู้สึกมีความสุข สบายใจขึ้น และตั้งใจว่ากลับบ้านไปครั้งนี้ เธอพร้อมแล้วที่จะบอกกับสามีและคนในครอบครัว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอบอกว่าขอเพียงรักและเข้าใจจากคนในครอบครัว เธอก็จะมีเรี่ยวแรงและกำลังใจในการประคัับประคองชีวิตเด็กในครรภ์ของเธอ ไม่ว่าสังคมจะให้ร้ายกับผู้ติดเชื้อ HIV อย่างไร
เธอบอกว่า คำตอบของแม่ติ๋วทำให้เธอเห็นความจริงและได้สติ ความจริงที่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วทำอย่า่งไร เราจึงจะมีชีวิตอยู่ร่วมกับความจริงที่เกิดขึ้นอย่างมีความสุข
ที่เด็กๆ มีความสุขอยู่ได้ เพราะเขาบาดเจ็บกับชีวิตมามากพอแล้ว ทุกข์กับชีวิตจนไม่รู้ว่าสุขเป็นอย่างไร จะมีอะไรที่จะทำให้เขาเจ็บหรือทุกข์ไปมากกว่านี้อีก และทุกข์จากการไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีครอบครัว และถูกรังเกียจจากคนที่ไม่เข้าใจ อย่าว่าแต่รักเลย เข้าใกล้ก็ไม่อยากให้ลูกหลานมาเข้าใกล้ เด็กๆ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกข์ โดยไม่รู้ว่านั่นคือทุกข์
ส่วนคนที่เกิดมาพร้อม ไม่เคยทุกข์ ก็จะกลัวความทุกข์ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ วิ่งหนีความทุกข์โดยซื้อความสุข ก็เลยไม่รู้ว่าในความทุกข์ มันมีความสุขปะปนอยู่ด้วย เพราะสุขที่เกิดจากทุกข์ มันคือสุขแท้ สุขที่ได้เรียนรู้จากทุกข์ มีสติ และเกิดปัญญา จนเห็นว่าเรื่องทุกข์มันคือ…ธรรมชาติ มีเกิดขึ้น แล้วก็เลือนหายไป เมื่อปรับใจได้ เรียนรู้อยู่ร่วมกับทุกข์ และเข้าใจในทุกข์นั้น
ดั่งคำสอนของพระพุืทธองค์ที่ว่า “สรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็มีดับไป”
โดย…แม่ติ๋ว

