Archive for the ‘บันทึกแม่ติ๋ว’ Category

ฉันท้อง…และฉันเป็นเอดส์

February 14th, 2009

ฉันท้อง...และฉันเป็นเอดส์สายฝนโปรยปราย มาพร้อมกับสายลมหนาวโรยบางๆ ดูเหมือนหมอกละอองเป็นม่านสีขาว เย็นสบายตากัับดอกไม้ป่ากรุ่นๆ ในห้วงของความรู้สึก

บ้านเราแม้มีผู้คนที่มีจิตเมตตา อยากทำบุญให้เกิดกุศลจิต เดินทางมาเยี่ยมพวกเรา บางวันก็จะได้ยินเสียงผู้มาเยี่ยมหลอกล้อกับเด็กๆ บางวันก็มาประปราย บ้างก็เอาขนม ผลไม้ เสื้อผ้ามาฝาก บ้างก็มาเี่ยี่ยม มาพูดคุย บางวันบ้านก็อยู่ในภาวะเงียบเหงา โดยเฉพาะในห้วงของความขัดแย้งวิกฤติทางเศรษฐกิจ ผู้คนก็เริ่มห่างหายจากความอ่อนโยน นุ่มนวล จากการเป็นผู้ให้และการเป็นผู้ได้รับ

วันนี้ของบ้านโฮมฮักอบอุ่น และมีความสุขหลังจากเปิดตัวต่อสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ มีผู้คนเข้าใจเรื่องราวของเด็กกำพร้า และได้รับผลกระทบจาก HIV เพิ่มมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้คนที่ได้รัีบรู้จากสื่อตามมาเยี่ยม มาให้กำลังใจ บ้างก็มาขอคำปรึกษาหาทางออกเพื่อมีความสุขกับชีวิต

เย็นวันนี้ของบ้านโฮมฮัก ได้มีโอกาสต้อนรับหญิงสาว รูปร่างสูงโปร่ง มีความรู้ดี มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางสังคม เธอเข้ามาเพราะทราบข่าวจากคลื่นกรีนเวฟ เธออยากมาเรียนรู้เรื่อง HIV จากชีวิตจริงของเด็กๆ ว่ามีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไร และในแต่ละวันยุ่งยากในการดูแลตนเอง เพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง และมีความรู้โดยวิธีใด

แต่สิ่งที่เธอได้รับและเรียนรู้คือ ความรัก ความสุข ในดวงตาของเด็กๆ ที่มองเธอด้วยความไว้วางใจ แล้วในวันหนึ่งของสายฝนพรำ เธอเปิดใจเล่าให้ฟังว่า เธอแต่งงานแล้ว เธอใช้ชีวิตคู่ 1 ปี กับอีก 9 เดือน กับคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเธอทุกประการ ภูมิความรู้ เกียรติ และฐานะ และครอบครัวทั้ง 2 ฝ่าย ดีใจและภูมิใจในตัวของเธอมาก เมื่อรับทราบว่าเธอกำลังจะมีทายาทสืบสกุล

แต่แล้วเธอกลับเหมือนคนที่โดดเดี่ยว อ้างว้าง และทุกข์ทรมานใจ ในวันที่ไปฝากครรภ์ คุณหมอบอกเธอว่าอย่ากังวล การแพทย์เดี๋ยวนี้เก่ง มียาป้องกันภัยของเด็ก ที่จะไม่ให้รับเชื้อโรคจากมารดาได้ แต่เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถ้าครอบครัวเธอไม่ยอมรับ ต้องให้สามีของเธอรับรู้โรคร้ายของเธอ เธอไม่เคยใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรักเพียงคนเดียว และเป็นคนทรยศ

ในชีวิตของเธอ เธอเคยทราบมาว่า เขาเคยผ่านการมีภรรยามาก่อน และเลิกร้างกันไปหลายปีก่อนที่จะมีเธอ ที่สำคัญ เจ้าตัวเล็กในท้องของเธอจะมีชีวิตเช่นใด

เธอเก็บงำความทุกข์และความเศร้าไว้กับตัวเอง โดยยังไม่สามารถพูดหรือบอกให้ใครรับรู้ได้ เพราะเธอกลัวการพูดความจริงกับคนรักของเธอ กลัวความสัมพันธ์ของชีวิตคนรัก กลัวคุณพ่อคุณแม่เสียใจ แล้วประณามคนที่เธอรัก กลัวลูก กลัวการคลอดที่ต้องปิดข้อมุล และเธออยากให้ลูกปลอดภัย

ขณะที่เธอจมอยู่กับความกลัีว เธอได้ทราบข่าวจากสื่อ เธอจดเบอร์โทรศัพท์ แล้วโทรศัพท์มาคุยกับแม่ติ๋ว เราชวนให้เธอมาเยี่ยมเด็กๆ แทนการพูดคุยตอบคำถามทางโทรศัพท์

เมื่อเธอมาที่โฮมฮัก เธอพบเด็กๆ หัวเราะ วิ่งเล่น สนุกสนาน รับประทานอาหารปกติ เธอได้ตั้งคำถามกับแม่ติ๋วว่า เด็กๆ ป่วยกันทุกคนหรือไม่ เด็กๆ รู้ไหมว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพ แล้วทำไมเด็กๆ ถึงแข็งแรง สนุกสนานอยู่ได้

คำตอบของแม่ติ๋วทำให้เธอรู้สึกมีความสุข สบายใจขึ้น และตั้งใจว่ากลับบ้านไปครั้งนี้ เธอพร้อมแล้วที่จะบอกกับสามีและคนในครอบครัว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอบอกว่าขอเพียงรักและเข้าใจจากคนในครอบครัว เธอก็จะมีเรี่ยวแรงและกำลังใจในการประคัับประคองชีวิตเด็กในครรภ์ของเธอ ไม่ว่าสังคมจะให้ร้ายกับผู้ติดเชื้อ HIV อย่างไร

เธอบอกว่า คำตอบของแม่ติ๋วทำให้เธอเห็นความจริงและได้สติ ความจริงที่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วทำอย่า่งไร เราจึงจะมีชีวิตอยู่ร่วมกับความจริงที่เกิดขึ้นอย่างมีความสุข

ที่เด็กๆ มีความสุขอยู่ได้ เพราะเขาบาดเจ็บกับชีวิตมามากพอแล้ว ทุกข์กับชีวิตจนไม่รู้ว่าสุขเป็นอย่างไร จะมีอะไรที่จะทำให้เขาเจ็บหรือทุกข์ไปมากกว่านี้อีก และทุกข์จากการไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีครอบครัว และถูกรังเกียจจากคนที่ไม่เข้าใจ อย่าว่าแต่รักเลย เข้าใกล้ก็ไม่อยากให้ลูกหลานมาเข้าใกล้ เด็กๆ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกข์ โดยไม่รู้ว่านั่นคือทุกข์

ส่วนคนที่เกิดมาพร้อม ไม่เคยทุกข์ ก็จะกลัวความทุกข์ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ วิ่งหนีความทุกข์โดยซื้อความสุข ก็เลยไม่รู้ว่าในความทุกข์ มันมีความสุขปะปนอยู่ด้วย เพราะสุขที่เกิดจากทุกข์ มันคือสุขแท้ สุขที่ได้เรียนรู้จากทุกข์ มีสติ และเกิดปัญญา จนเห็นว่าเรื่องทุกข์มันคือ…ธรรมชาติ มีเกิดขึ้น แล้วก็เลือนหายไป เมื่อปรับใจได้ เรียนรู้อยู่ร่วมกับทุกข์ และเข้าใจในทุกข์นั้น

ดั่งคำสอนของพระพุืทธองค์ที่ว่า “สรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็มีดับไป”

โดย…แม่ติ๋ว

ยาวิเศษรักษาทุกโรค

February 7th, 2009

เสียงหัวเราะของเด็กๆเสียงของเด็กๆ เป็นเสมือนยาวิเศษที่สมานหัวใจของผู้ได้อยู่ใกล้ชิดให้เบิกบาน เพียงแค่เีสียงหัวเราะ เสียงวิ่งเล่นที่สนุกสนานของเด็กๆ ก็ทำให้โลกสดใสสว่าง

อยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าในแต่ละวัน คุณได้ทำอะไรที่คุณรัก ทำทุกวันก็จะเห็นผลทุกวัน เพียงแค่คิดว่าจะทำให้คนอื่นเป็นสุข เราก็สุข จนนับเป็นคะแนน เป็นมูลค่า เป็นตัวเลขไม่ได้เลยทีเดียว และสำหรับผู้ที่ป่วย ไม่ว่าจะป่วยกายหรือป่วยใจ อย่าเป็นทุกข์เพราะอาการเจ็บป่วย อย่าเชื่อที่เขาเล่าว่าเป็นโรคนั้นกินนั้นไม่ได้ กินนี้ไม่ได้ หรือทำสิ่งนั้นไม่ได้ ทำสิ่งนี้ไม่ได้ ก็เท่ากับเราตัดโอกาสการเรียนรู้ของความสามารถของอวัยวะในแต่ละส่วน ที่อยู่ภายในร่างกายของเรา อะไรที่กินแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ เราก็จะำได้รู้ แล้วก็ไม่กิน อะไรที่ทำได้ ก็ทำต่อไป อะไรที่ทำแล้วเป็นทุกข์ รู้สึกไม่สบาย ก็หยุด

แต่ถ้าเราไม่ลองเรียนรู้ความสามารถของกาย แรงที่มีที่สะสมไว้ก็จะหมดไป เพราะชีวิตมันไม่ได้รับการเติมพลังเลย ไม่ได้ออกกำลังทางกาย ไม่ได้ออกกำลังทางความคิด “จิต” ก็จมจ่อมอยู่กับสิ่งที่เราคิดว่า “มันคือความทุกข์” คือความเศร้าหมอง จมอยู่กับความคิดว่า “ทำไมต้องเกิดกับเรา” เราทำแต่ความดี

ชีวิตมันก็ตายตั้งแต่ยังไม่ตาย

แต่ถ้าเราคิดว่าวันวาน เมื่อวาน มันก็ผ่านไปแล้ว พรุ่งนี้มันก็ยังมาไม่ถึง แล้วเรากลัวอะไรกับวันนี้ ถ้ายังหายใจได้ เดินได้ ขยับตัวได้ อยากทำอะไรก็ทำ เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน หิวก็กิน ถ้าคิดว่ากินได้ กินเลย อย่ากลัว ถ้ากินแล้วกายมันทุกข์ มันก็จะปฏิเสธทันที

เช่นเดียวกับที่แม่บ้านโฮมฮัก ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำคืองาน ที่จะทำให้มีเงิน มีเกียรติ มีชื่อเสียง แต่สิ่งที่กำลังร่วมกันกระทำ มันคือ “ชีวิต” เป็นงานแห่งชีวิตที่จะสร้างคนให้เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ เป็นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่แผ่นดิน เป็นที่พักอาศัยของหมู่นกกาได้มาอาศัย และเป็นดอกเป็นใบ แต่งแต้มสีสันให้ความสวยงามกับโลกใบนี้ เป็นความงดงามในหัวใจเด็กๆ ที่ไม่มีใครสามารถโค่นล้มต้นรักแห่งความดีงามในหัวใจของเด็กๆ ได้ ถ้าเขาเข้มแข็ง…

…จากการได้รับการเลี้ยงดูด้วยรัก

ความในใจของแม่ติ๋ว

February 6th, 2009

ภาพ: kapook.com

ภาพ: kapook.com

หลายครั้งหลายครา ที่ต้องตอบคำถามเรื่อง “แรงบันดาลใจ” ซึ่งจริงๆ แล้ว “แรงบันดาลใจ” มันคือพลังแฝง เป็นพลังเงียบที่มีอำนาจ มีเรี่ยวแรง ในการกำหนดบทบาท กำหนดชีวิตให้คนคนหนึ่ง หรือหลายๆ คนกระทำในสิ่งที่ตั้งใจด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความเชื่อมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข โดยปราศจากข้อกังขาและเงื่อนไขใดๆ

อยากจะบอกว่า “ตัวเองไม่ใ่ช่คนดี” และรู้สึกละอายใจทุกครั้ง ที่ถูกมองว่าเป็นคนดี และที่สำคัญ สิ่งที่ตนเองทำนั้น มันไม่ใช่ “งาน” แต่มันเป็นวิถีของชีวิตที่มีทั้งรัก ไม่รัก มีการให้ มีแบ่งปัน มีอภัย มีให้โอกาส

ทั้งที่ เฮ้ย! มันน่านัก ฮึ่ม ฮึ่ม แต่สิ่งเหล่านั้นมันได้หลอมให้คนหลายๆ คน มาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวครอบครัวหนึ่งของสังคมไทย ซึ่งมันเป็นการรับผิดชอบต่อชาติต่อแผ่นดิน ในการที่มนุษย์ได้ดูแลรับใช้คนที่ยากลำบากกว่า ก็การศึกษาสอนให้คนเรียนเพื่อไปดูแลรับใช้ เรียนเพื่อรู้ แล้วนำไปใช้ประโยชน์ต่อคนยากจน ต่อคนที่ไม่รู้ คนที่เจ็บป่วยจากปัญหาและภาระ เราเองก็ทำตาม “คำสอนของพ่อ”

แต่สิ่งที่ค้นพบคือ ความสุขอยู่ไม่ไกลจากเราเลย ไม่ต้องไปแสวงหาในที่ใด เพียงรู้จักให้และแบ่งปัน เราจะเห็นความสุขในดวงตาของผู้รับ และความสุขนั้นมันได้ส่งผลสะท้อนในหัวใจผู้ให้มากกว่าผู้ได้รับเสียอีก