Archive for the ‘บันทึกแม่ติ๋ว’ Category

ชีวิตกับการเรียนรู้

February 19th, 2011

คนป่วยทุกคนจะรับรู้ว่า ถ้าจมอยู่กับความเจ็บป่วย วิตกกังวลกับกาย ใจจะทุกข์ อย่าห่วงเลย ไม่มีคนป่วยคนไหนหรอกที่อยากปล่อยให้ตนเองหมดหวังต้องปวด ทรมาน และตายอย่างน่าเวทนา ดังนั้นแล้วกระบวนการเรียนรู้จึงสำคัญกับชีวิตทุกชีวิต อะไร? ทำให้คนพิการทางดวงตา จึงมองเห็นแสงสว่างในดวงใจและดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้ และอะไร? ทำให้คนพิการทางกาย จึงสามารถนำพาตนเองไปในที่ต่าง ๆ ได้อย่างเบิกบาน อบอุ่น และเป็นสุข 

เช่นเดียวกับโรคร้ายที่เกิดในกาย  ถ้าใจยอมจำนน     ถ้าโรคร้ายทุก ๆ โรคยอมจำนน ทดท้อ  รอคอย  ไม่มีความหวังก็จะตายทางจิตใจ  ตายทางวิญญาณ  ก่อนที่จะตายจริง  สำหรับคนบ้านโฮมฮักการเรียนรู้อยู่ร่วมกับชีวิตของตัวเอง  โดยไม่พึ่งแพทย์  ตลอดเวลาในทุก ๆ อาการที่เกิด ไม่พึ่งยา  แต่พึ่งหัวใจตนเอง  หัวใจที่เต็มอิ่มไปด้วยรัก  มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น  ความสุขจากการให้คือยาวิเศษที่เยียวยาโรคทุกโรค  ให้เจ็บแค่ที่กาย  แต่หัวใจเต็มอิ่มที่ได้ทำ ที่ได้ให้  และที่ได้เคลื่อนไหว    ในสิ่งที่สามารถกระทำได้    ขอให้เชื่อมั่นว่าความศักดิ์สิทธิ์ ของสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ  คือการ”ทำงาน” เพื่อผู้อื่นได้พ้นจากทุกข์     หรือสามารถอยู่ร่วมกับทุกข์ได้อย่างเป็น “สุข”

เรือชีวิต

December 23rd, 2010

บ้านโฮมฮักเปรียบเสมือนเรือ “ชีวิต” ที่บรรทุกเด็กกำพร้า เด็กป่วย ผู้ป่วย และผู้ชรา  เพื่อนำส่งสู่จุดหมายปลายทางที่ทุกคนในเรือมีความหวังกับอนาคต   เรือลำน้อยที่บรรทุกเด็กกำพร้า  เด็กป่วย  ผู้ป่วย ผู้ชรา           สู่มหาสมุทรที่เวิ้งว้าง  มองไม่เห็นจุดหมายปลายทางต้องผ่านคลื่นลมมรสุม แรงกระแทก กระทบของความไม่แน่นอน  ความไม่เข้าใจจากมนุษย์และจากธรรมชาติ  ทุกวัน ทุกเวลา  ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า  วันแล้ว วันเล่า  เดือนที่ผ่านไปในแต่ละเดือน แต่ละปีอย่างเข้มแข็ง  กล้าแกร่งและมีสติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เนือง ๆ  ผ่านความหิวผ่านความหนาว ผ่านความเจ็บปวด เป็นทุกข์กับการต้องอยู่ในเรืออย่างเบียดเสียด แย่งกัน ทะเลาะกัน  ตีกัน 

แต่เรือชีวิตลำน้อยก็ยังคงลอยลำมาได้ 24 ปี  ระหว่างการเดินทางแห่งชีวิต เรือลำน้อย  ผ่านเกาะ แก่ง ผ่านความงดงาม ผ่านความสว่าง  ในจิตใจ  ที่ใด ที่ใครพร้อม ก็จะขอก้าวลงจากเรือไปค้นหา  เดินหน้าสู่ฝันของตนเอง  เรือ “ชีวิต” ลำน้อยก็คงต้องลอยลำต่อไป  เด็กที่ป่วยอาจจะต้องลาจากไป อย่างเป็นสุขเพราะได้มีโอกาสใชัชีวิตร่วมกัน  ในการล่องเรือเห็นภาพชีวิต เห็นเกาะ แก่ง ที่สวยงามร่วมกัน แต่เขาอาจจะหมดเรี่ยวแรง ทำให้ต้องลาจากไป เรือชีวิตลำน้อยก็ยังคงต้องลอยลำต่อไป  ยังคงมีเด็กกำพร้ารออยู่บนฝั่งที่ขอความช่วยเหลือ  ทำให้เรือลำน้อย ต้องแวะเวียนเข้าไปรับเด็กลงเรือชีวิต เรือแห่งความรัก  กัปตันเรือถือหางเสือเรือยืนอย่างกล้าหาญ แข็งแกร่ง องอาจ ผ่านชีวิต ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี  มาอย่างโชกโชน  ไม่เคยหวั่นไหวต่อคลื่นลม มรสุมอันเลวร้าย สามารถนำเรือชีวิตฝ่าฝันอุปสรรคมาจนถึงวันนี้  วันที่ชราลงอ่อนแรง  มือที่ถือหางเสือเรือเริ่มสั่นระริก  ขาทั้งสองข้างเริ่มปวดชา  หลังไหล่งองุ้ม  เจ็บปวดกับกายกับภาวะที่ต้องกำหนดทิศทาง ต้องวางแผน ต้องประเมินสถานการณ์ 

ต้องดูแลให้ความรักเด็กกำพร้า ด้วยกิจกรรมที่จะทำให้เรือชีวิตสามารถลอยลำอยู่ได้  ต้องดูแลเด็กที่เจ็บป่วย ดูแลผู้ชราให้ถึงที่สงบอย่างเหมาะสมสู่นิรันดร์ต้องอาทรกับผู้ที่ทุกข์ ทนยาก ถึงแม้จะปวดเจ็บเป็นทุกข์  แต่ก็สุขกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ  ภายในลำเรือ  สมองก็ยังต้องคิดคำนึงวางแผน  สำหรับการมีอยู่มีกิน  ความมั่นคงของเด็ก ๆ  พรุ่งนี้จะมีกินไหมนะ ขณะที่เราก็อ่อนล้า หลังไหล่ค่อมคุ้ม  ผู้ใหญ่หลายคนที่ช่วยดูเด็ก ๆ ในลำเรือ เริ่มก้าวขึ้นจากเรือ เพื่อตามหาฝันของตนเองและสร้างความมั่นคงให้กับตนเองหลายคนพบหนทาง  พบสิ่งที่ดี  อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเคยลอยลำ ฝ่าคลื่นลมมรสุมด้วยกันในเรือชีวิตลำนี้

กัปตันเรือวาดหางเสือเรือ ชิดฝั่ง ยืนนิ่งสงบอย่างมั่นคงด้วยขา  ที่ปวดชาทั้งสองข้าง  แขนที่สั่นระริกตามความหนักของอุปสรรค ปัญหา ที่ถาโถมเข้ามา  ยืดหลังไหล่ให้ตึง ตรง พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้า หายใจออก  อย่างมีสติเข้าปอดเต็มแรง  ด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ อยู่ร่วมกับทุกข์ให้เกิดสุข ที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป เพราะเป็นชีวิต  “ที่ได้เลือกแล้ว”  ว่าจะจบชีวิตหมดลมหายใจในหน้าที่ของผู้ถือหางเสือ “เรือชีวิต”  ลำนี้อย่างมีความหวังและกำลังใจ       

ต้องดูแลให้ความรักเด็กกำพร้า ด้วยกิจกรรมที่จะทำให้เรือชีวิตสามารถลอยลำอยู่ได้  ต้องดูแลเด็กที่เจ็บป่วย ดูแลผู้ชราให้ถึงที่สงบอย่างเหมาะสมสู่นิรันดร์ต้องอาทรกับผู้ที่ทุกข์ ทนยาก ถึงแม้จะปวดเจ็บเป็นทุกข์  แต่ก็สุขกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ  ภายในลำเรือ  สมองก็ยังต้องคิดคำนึงวางแผน  สำหรับการมีอยู่มีกิน  ความมั่นคงของเด็ก ๆ  พรุ่งนี้จะมีกินไหมนะ ขณะที่เราก็อ่อนล้า หลังไหล่ค่อมคุ้ม  ผู้ใหญ่หลายคนที่ช่วยดูเด็ก ๆ ในลำเรือ เริ่มก้าวขึ้นจากเรือ เพื่อตามหาฝันของตนเองและสร้างความมั่นคงให้กับตนเองหลายคนพบหนทาง  พบสิ่งที่ดี  อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเคยลอยลำ ฝ่าคลื่นลมมรสุมด้วยกันในเรือชีวิตลำนี้

กัปตันเรือวาดหางเสือเรือ ชิดฝั่ง ยืนนิ่งสงบอย่างมั่นคงด้วยขา  ที่ปวดชาทั้งสองข้าง  แขนที่สั่นระริกตามความหนักของอุปสรรค ปัญหา ที่ถาโถมเข้ามา  ยืดหลังไหล่ให้ตึง ตรง พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้า หายใจออก  อย่างมีสติเข้าปอดเต็มแรง  ด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ อยู่ร่วมกับทุกข์ให้เกิดสุข ที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป เพราะเป็นชีวิต  “ที่ได้เลือกแล้ว”  ว่าจะจบชีวิตหมดลมหายใจในหน้าที่ของผู้ถือหางเสือ “เรือชีวิต”  ลำนี้อย่างมีความหวังและกำลังใจ  

ต้องดูแลให้ความรักเด็กกำพร้า ด้วยกิจกรรมที่จะทำให้เรือชีวิตสามารถลอยลำอยู่ได้  ต้องดูแลเด็กที่เจ็บป่วย ดูแลผู้ชราให้ถึงที่สงบอย่างเหมาะสมสู่นิรันดร์ต้องอาทรกับผู้ที่ทุกข์ ทนยาก ถึงแม้จะปวดเจ็บเป็นทุกข์  แต่ก็สุขกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ  ภายในลำเรือ  สมองก็ยังต้องคิดคำนึงวางแผน  สำหรับการมีอยู่มีกิน  ความมั่นคงของเด็ก ๆ  พรุ่งนี้จะมีกินไหมนะ ขณะที่เราก็อ่อนล้า หลังไหล่ค่อมคุ้ม  ผู้ใหญ่หลายคนที่ช่วยดูเด็ก ๆ ในลำเรือ เริ่มก้าวขึ้นจากเรือ เพื่อตามหาฝันของตนเองและสร้างความมั่นคงให้กับตนเองหลายคนพบหนทาง  พบสิ่งที่ดี  อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเคยลอยลำ ฝ่าคลื่นลมมรสุมด้วยกันในเรือชีวิตลำนี้

กัปตันเรือวาดหางเสือเรือ ชิดฝั่ง ยืนนิ่งสงบอย่างมั่นคงด้วยขา  ที่ปวดชาทั้งสองข้าง  แขนที่สั่นระริกตามความหนักของอุปสรรค ปัญหา ที่ถาโถมเข้ามา  ยืดหลังไหล่ให้ตึง ตรง พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้า หายใจออก  อย่างมีสติเข้าปอดเต็มแรง  ด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ อยู่ร่วมกับทุกข์ให้เกิดสุข ที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป เพราะเป็นชีวิต  “ที่ได้เลือกแล้ว”  ว่าจะจบชีวิตหมดลมหายใจในหน้าที่ของผู้ถือหางเสือ “เรือชีวิต”  ลำนี้อย่างมีความหวังและกำลังใจ

จาก…หญิงชรา

บ้านแห่งความ“รัก” “รอด”

December 9th, 2010

บ้านเราใคร ๆ หลายคนที่ดูโทรทัศน์ ก็คงจำได้ว่าบ้านโฮมฮัก คือบ้านแห่งความรัก ความรอดของเด็ก “กำพร้า” ที่ไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ  แต่ต้องได้รับผลกรรม   ที่แปลว่าการกระทำของผู้ใหญ่ทั้งๆ ที่ “หนูเลือกเกิดไม่ได้”  บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นด้วย “รัก” “เข้าใจ” “อภัย” และ “ให้โอกาส” จึงเติบโตอย่างทุลักทุเล หิว โดดเดี่ยว อ้างว้าง หนาว ต้องต่อสู้กับมรสุมต่าง ๆ ของความไม่เข้าใจที่ถาโถมเข้ามา

วันนี้ “โฮมฮัก” สว่างสดใสด้วยหัวใจของผู้ใหญ่ใจดี ที่มีเมตตา มีความรักความเข้าใจ ด้วยพลังแห่งรักและพลังแห่งความเมตตา   พลังของความเข้าใจ ทำให้เด็ก ๆ  “รอด”  สดใสเบิกบาน เติบโต เติมเต็ม ลบรอยความบาดเจ็บในหัวใจ ดูจากรอยยิ้มที่ส่งความสุขให้กับผู้พบเห็น

ขอขอบคุณทุกพลังรักพลังใจที่ส่งมาในหลายรูปแบบ   สื่อโทรทัศน์   สื่อสิ่งพิมพ์  สถานีวิทยุกระจายเสียง ชาวกรีนเวฟ ไทยประกันชีวิต   ติ๊งทิ้ง  นักร้อง  นักแสดง ทุก ๆ คน ทุก ๆ ความรัก

ที่ผ่านมาเป็นเงินสำหรับให้เด็ก ๆ ไปโรงพยาบาล  ไปโรงเรียน  และได้ร่วมทำกิจกรรมนอกบ้าน ได้รับประทานอาหารอย่างเต็มอิ่ม   และสามารถยืนอยู่ได้ในที่สว่างอย่างภาคภูมิใจ   อย่างมีศักดิ์ศรีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นคนของแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   พระบรมราชินีนาถ      และพระบรมสานุวงศ์ทุกพระองค์

ทีมแม่และลูก ๆ ทุกคน จะขอสัญญาว่า  จะรู้จัก “พอ” “กตัญญู รู้คุณ” และจะเติบโตอย่างมีคุณค่า รับใช้ชาติ  แผ่นดินและจงรักภักดีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่า   “ชีวิต” จะไม่มีโอกาสหายใจ

รางวัลคนดีประเทศไทย

November 20th, 2010

หลังจากได้รับโทรศัพท์และหนังสือ “แจ้งเหตุ” แล้วว่าจะต้องเดินทางไปรับรางวัล “คนดีประเทศไทย” ความรู้สึกแรกคือ ตกใจ ใจหายวาบ เพราะคำว่า “คนดีประเทศไทย” เป็นคำใหญ่ เป็นคำเฉพาะที่บ่งบอกคุณภาพของผู้รับที่ไม่นาจะใช่เรา และความรู้สึกต่อมา คือ ตื่นเต้นที่จะได้พาเด็กๆ ไปเรียนรู้ในพิธีการของการรับมองรางวัล อย่างน้อยๆ ก็เป็นการให้บทเรียนกับลูกเรื่องการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นเป็นสุข และทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจโดยไม่หวังว่าจะต้องได้รับอะไรกลับคืนมา นั่นคือความงดงามที่ผู้คนในสังคม มองเห็น เข้าใจ และรับมอบเครื่องหมายของการทำให้ผู้อื่นเป็นสุข มีคณค่ากับชีวิตให้กับผู้กระทำ โดยเป็นในรูปแบบของ

สัญลักษณ์

ความรู้สึกต่อมา หันย้อนกลับมาหาหัวใจตัวเองไม่ปรกติ ในใจในเหมือนเป็นความหวั่นไหวที่ซ่อนเร้นว่าเราสมควรจะได้รับรางวัลนี้จริงๆ หรือ รับมาแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะ “รางวัล” ในความหมายของทุกคนคือความสูงค่า ความทรงเกียรติ ไม่ว่ารางวัลนั้นจะได้รับจากมือของใคร ผู้ให้เขาจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจในเจตนาที่ได้เลือกสรรแล้ว เราเองไม่ได้ทำอะไร ที่คิดว่าจะนำสู่การแข่งขัน เลือกสรร ทุกอย่างที่ทำเป็นความสุขของตนเอง เป็นวิถีชีวิตที่ควรปฏิบัติต่อกันในสังคมไทย สังคมแห่งความรัก ความเอื้ออาทร การแบ่งปัน เป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นเมืองแห่งศาสนา ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และความรัก คือการให้ การแบ่งปัน คือการอภัย และคือการให้โอกาส เชื่อว่าทุกๆ คนต้องการความรัก และความสุข ความสบายใจ ถ้าเรานั่งเงียบๆ แล้วพิจารณาดู เราจะรู้ว่าผู้คนในสังคมทุกวันนี้ที่วิ่งวนอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ จะเคียด วิตก ก็เพราะต้องการความสุข ต้องการให้ผู้อื่นยอมรับ และต้องการ “ความรัก”

เด็กๆ ก็เช่นเดียวกัน เด็กๆคือดอกไม้งาม หลากหลายสีสันที่แต่งแต้มผืนดิน ผืนฟ้า ผืนโลก ให้งดงามสดชื่นต่อผู้พบเห็น เป็นร่มเงาให้คนผ่านทาง ดังนั้นเด็กทั้งหลายก็ไม่แตกต่างไปจาก “เมล็ดพันธุ์ของแผ่นดิน” ที่เรียนรู้การปรับตัว การเจริญเติบโต ตามฤดูกาล รอคอยฝนจากฟ้า ปุ๋ยจากพื้นดิน แต่ชีวิตของเด็กๆ กว่าจะเติบโต เรียนรู้อยู่รร่วมกับผู้คนในสังคมได้อย่างไม่เบียดเบียน ทำร้าย ก้าวร้าว รังแก ก็ต้องอาศัยผู้ใหญ่ในสังคมที่ต้องช่วยกันประคับประคอง เป็นตัวแบบแห่งการเรียนรู้ ไม่เฉพาะลูกฉัน ลูกเธอ แต่ต้องเป็นลูกของเรา ลูกของประเทศไทย ลูกของแผ่นดินไทยที่ทุกคนต้องร่วมกันแบบมีส่วนร่วมจริงๆ และต้องอยู่บนฐานของความรักที่เป็นการให้ การแบ่งปัน การอภัย และการให้โอกาส อีกอย่าง เด็กๆ ต้องโตได้อย่างงดงาม มีคุณภาพ เพราะชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่า แต่ค่าของชีวิตอยู่ที่ทำอะไรให้ผู้อื่นเป็นสุข เช่นเดียวกันกับสมาชิกในบ้านโฮมฮัก ทุกๆ ชีวิตมีคุณค่า แต่คุณค่าของคนในบ้านโฮมฮักไม่ได้อยู่ที่เกียรติยศ ชื่อเสียง เงิน วัตถุ แต่อยู่ที่การเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กๆ ทุกๆ คน

ตัวอย่างชีวิตคนบ้านโฮมฮักเป็นกระบอกเสียงที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตเด็กๆ ในสังคมไทย ยังมีเด็กอีกมากที่ถูกเลี้ยงแบบรักมากเกินไป รักน้อยเกินไป หรือไม่รักเลย ถูกทอดทิ้ง ณ ที่ต่างๆ ทำให้ชีวิตในบ้านโฮมฮักทุกชีวิต ไม่ได้ทำเพราะเงิน หรือคิดว่า คืองาน คือรางวัล ทำแล้วจะได้สิ่งตอบทน เพราะถ้าคิดเพียงเท่านั้น ทำเพราะหวัง ทำเพราะได้ประโยชน์ ทำแล้วจะได้สิ่งตอบแทน เราจะไม่สุขในการทำงาน และจะทุกข์ ถ้าไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ หมดพลัง หมดไฟ หมดกำลังในที่จะฝ่าฟัน เพื่อให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และเป็นสุข ชีวิตก็จะไร้ค่า หมดความหมาย แล้วจะมีชีวิตอยุ่ต่อไปเพื่ออะไร ในเมื่อหัวใจไร้สุข ไม่มีพลังชีวิต ที่จะอดทน อดกลั้น ฟันฝ่าอุปสรรคเฉพาะหน้า แล้วชีวิตเด็กของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ใครจะเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาแทนเรา ถ้าเราบอกว่าเราคือ ผู้รักชาติ รักแผ่นดินเกิด อยากแสดงคามจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อยากทดแทนคุณของแผ่นดิน ถ้าเราทอดทิ้งเด็ก อนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร เพราะ “เด็ก” คือ “ปัจจุบันของอนาคต”

บันทึกถ้อยคำความรู้สึกโดยแม่ติ๋ว

บทสัมภาษณ์ “แม่ติ๋ว” โดยกรุงเทพธุรกิจ

March 12th, 2009

แม่ติ๋วแม่ติ๋วแห่งบ้านโฮมฮัก ตัวจริง “แม่ต้อย ไทยประกัน” เลี้ยงเด็กกว่าร้อย ด้อยโอกาส ขาดพ่อแม่ แต่เป็นแรงใจให้เธอสู้มะเร็ง

หากจะกล่าวถึงแม่ติ๋วแห่งบ้านโฮมฮัก คงมีแค่น้อยคนนักจะรู้จัก แต่ถ้าบอกว่า “แม่ต้อย ไทยประกัน” เชื่อได้ว่าทุกคนจะต้องร้อง อ๋อ กันอย่างแน่นอน หลายคนอาจสงสัยว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ถ้าบอกว่าแม่ติ๋วแห่งบ้านโฮมฮัก เป็นต้นแบบให้เกิดเป็นแม่ต้อยขึ้นมา ทุกคนก็คงจะคลายข้อข้องใจกันไปได้

บ้านโฮมฮัก หรือ มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน ตั้งอยู่ที่จังหวัดยโสธร เป็นบ้านแห่งความรักของเด็กๆ กว่า 112 ชีวิต ที่มาพักพิงในยามไม่เหลือใคร เด็กๆ ที่นี่มีทั้งเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ เด็กกำพร้าไม่ติดเชื้อแต่ถูกชุมชนผลักไสด้วยความรังเกียจ เด็กที่พ่อแม่มีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กบางคนมาด้วยหัวใจที่แตกสลาย พร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำจากการกระทำที่ทารุณกรรมของผู้ใหญ่ โดยมีแม่ติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์ เป็นเสมือนความหวังและโอกาสของเด็กๆ เธอเป็นแม่ที่ต้องคอยดูแลลูกๆ เป็นพยาบาลเมื่อยามเด็กป่วยไข้ เป็นครูผู้ทุ่มเทและเสียสละ เป็นได้กระทั่ง “หมาน้อย” ของเด็กๆ อีกด้วย

ทราบมาว่าเกือบ 20 ปี ที่มูลนิธิต้องปิดตัวเงียบ

ในช่วงแรกบ้านโฮมฮักจะต้องปิดตัวเงียบ เนื่องจากเด็กส่วนหนึ่งของบ้าน ย้ำนะคะว่าเด็กส่วนหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมด มีปัญหาเรื่องสุขภาพเรื่อง HIV ซึ่งสำหรับคนไทยแล้วเรื่องของเอดส์ หรือ HIV ทุกคนเข้าใจและรับรู้ค่ะ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการปฏิบัติตัวต่อผู้ป่วยแล้วนั้น ทุกคนจะยังไม่กล้า ยังไม่ยอมรับและยังรังเกียจอยู่ ถ้าบ้านเราเปิดตัวเร็วหรือทำบ้าน เพื่อเรียกร้องให้คนอื่นมาสงสารและมาเห็นใจ เด็กๆ จะถูกตั้งข้อรังเกียจ เด็กจะถูกทอดทิ้งมากยิ่งขึ้น และเด็กจะไม่ได้รับความเมตตาจากคนในสังคมค่ะ ติ๋วเลยพยายามทำให้บ้านโฮมฮักแห่งนี้เป็นบ้านแห่งความรัก เป็นบ้านที่ให้ชีวิต เป็นบ้านที่ให้อนาคตแก่เด็ก

แล้วทำไมจึงตัดสินใจที่จะเปิดตัวครับ

อย่างที่บอกไปนะคะว่าเราปิดตัวเงียบมาตลอด ดังนั้นในช่วงแรกบ้านโฮมฮักจึงไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากที่ใดเลย ผู้ดำเนินงานในยุคแรกจะต้องรับงานข้างนอกอย่างหนักเพื่อให้ได้เงินมาหล่อเลี้ยงกันและกัน ซึ่งทุกคนก็เคยกินข้าวกับน้ำตากันมาแล้ว บางครั้งก็ต้องออกไปหาแย้ หาแมลงมาป่นกิน บ้างก็ต้องพากันไปงมหอยในแม่น้ำ งมมาตั้งแต่หอยตัวใหญ่ จนหลังๆ งมได้หอยตัวนิดเดียว

โดยครั้งสุดท้ายที่ติ๋วตัดสินใจเปิดตัวบ้านโฮมฮักนั้น เพราะว่าเงินทั้งบ้านเหลือแค่ 10,000 บาท และเด็กๆ ก็ป่วยหนักกันมาก ติ๋วจึงตัดสินใจนำเงินมาเป็นค่ารถไฟ พาเด็กๆ เข้ากรุงเทพฯ แล้วมาฝากที่เสถียรธรรมสถาน โดยมีแม่ชีศันสนีย์เป็นผู้เปิดข้อมูลให้เรา เลยทำให้บ้านโฮมฮักเปิดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

หลังจากที่เปิดตัวกับสื่อแล้ว ชีวิตเปลี่ยนไปไหม

ต้องยอมรับว่าหลังจากที่เปิดตัวกับสื่อแล้ว ก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น เราก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นด้วยค่ะ ซึ่งตอนที่เปิดตัวใหม่ๆ ติ๋วมีความวิตกกังวลมากว่าโรงเรียนในพื้นที่จะเป็นอย่างไร โรงพยาบาลในพื้นที่จะเป็นอย่างไร หรือหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ติ๋วพบในการเปิดตัวกับสื่อครั้งนี้

อยากจะขอบคุณสื่อทุกประเภททุกแขนงที่เชื่อมั่นเรา ที่เปิดภาพเด็กๆ น่ารักสดใส ทำให้เด็กๆ ไม่ได้รับการปฏิเสธ นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไปค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจเด็ก ไม่มีใครกล้าโอบอุ้มพวกเขา แต่ในตอนนี้ผู้ใหญ่หลายคนเริ่มให้อ้อมกอดกับพวกเขาแล้วค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนะคะที่จะเข้ามาเพื่อกอดพวกเขา เพราะยังมีบางกลุ่มคนที่เข้ามาถามแม่ๆ (เจ้าหน้าที่) ว่าเด็กคนไหนเป็นเอดส์บ้าง ชี้ให้ดูหน่อย ซึ่งติ๋วอยากจะขอว่า หากจะมาหาเด็กๆ ก็ขอให้มาด้วยความรัก อย่ามาซ้ำเติม อย่ามาดูพวกเขาด้วยสายตาที่เหยียดหยามเลยค่ะ เพราะเท่าที่พวกเขาเกิดมา เขาก็แย่อยู่แล้วค่ะ

หากแม่ติ๋วจะนิยามศัพท์บ้านโฮมฮัก จะนิยามว่าอย่างไร

บ้านโฮมฮักเป็นบ้านแห่งความรัก เป็นบ้านแห่งชีวิต มีการเคลื่อนไหวด้วยความรักและโอกาสจากผู้คนที่หยิบยื่นมาให้ มีการรำไม้เรียว มีการทำโทษ คนอื่นที่เขาเจ็บป่วย เขาอาจจะต้องรำกระบี่กระบองในตอนเช้า แต่สำหรับบ้านโฮมฮักนั้นอาจจะต้องรำไม้เรียวแทนในตอนเช้า ก็แข็งแรงพอๆ กัน หรือแม่หลายคนที่จะเป็นหวัดขนาดไหน ก็อาจจะต้องใช้พลังเสียงในการที่จะจัดการกับเด็กๆ ซึ่งมันก็ทำให้เสียงของแม่ๆ เขากลับคืนมาได้เหมือนกัน และนี่แหล่ะค่ะคือบ้านโฮมฮักในสายตาของติ๋ว

เด็กที่บ้านโฮมฮักมีจำนวนเท่าไหร่ แล้วเด็กส่วนใหญ่มาจากไหนกัน

ปัจจุบันบ้านโฮมฮักมีเด็กอยู่ 112 คน ที่บ้านโฮมฮักจะมีเด็กอยู่ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ ซึ่งหลายคนที่ได้เห็นเด็กๆ แล้ว หลายคนไม่เชื่อว่าเขาป่วย เพราะทุกคนดูสดใส ร่าเริง พวกเขาโตได้ ไม่ได้นอนรอความตาย มีตุ่มเต็มตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ กลุ่มที่สอง คือเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นเด็กที่บาดเจ็บทางใจ เป็นเด็กที่มาด้วยหัวใจอันแตกสลาย พร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำจากการกระทำที่ ทารุณกรรมของผู้ใหญ่ กลุ่มที่สาม คือกลุ่มที่พ่อแม่เสียชีวิตเร็ว ซึ่งหากจะถามว่าเด็กในสามกลุ่มนี้ใครน่าสงสารที่สุด ติ๋วตอบได้เลยว่าเด็กทั้งสามกลุ่มนี้น่าสงสารเท่ากันหมด เพราะเขาบาดเจ็บเท่ากัน เจ็บปวดทางจิตใจเท่ากัน ซึ่งติ๋วถือว่าพวกเขาคือเด็กที่ยากจนที่สุดในโลก เราจึงต้องรีบกอด รีบให้ความช่วยเหลือค่ะ

มีความน่ารักสดใสใดบ้าง ที่ทำให้แม่ติ๋วประทับใจในตัวเด็กๆ

สำหรับเรื่องความน่ารักสดใส ความสุขความบันเทิง สำหรับเด็กๆ ที่โฮมฮักนี้มีทุกวัน ทุกเวลา เพราะว่าเมื่อเด็กๆ มาอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก ก็จะมีกุ๊กกิ๊ก มีน่ารัก มีทะเลาะกัน มีตีกัน มีฉอเลาะกัน มีมากอดหน้ากอดหลังซึ่งกันและกัน มีความเอื้ออาทร อย่างเช่น พี่โตดูแลน้อง ป้อนข้าว น้อง พาน้องๆ อาบน้ำ หากมีน้องเข้าโรงพยาบาล พี่ก็จะเตรียมข้าวของเพื่อที่จะไปนอนเฝ้าน้อง หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องพวกนี้ มันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่สำหรับติ๋วแล้วมันคือความน่ารักสดใส ที่ติ๋วประทับใจ

แล้ว เรื่องไหนที่ถือว่าสะเทือนใจเรามากที่สุด

จริงๆ แล้ว เรื่องเศร้าที่ทำให้สะเทือนใจนั้น ที่ผ่านมามันมีเยอะแยะมากมาย ที่ใช้คำว่ามีเยอะแยะมากมายนั้น ก็เพราะเด็ก 1 คนที่ก้าวเข้ามาในโฮมฮัก ก็เท่ากับ 1 เรื่องที่ทำให้ติ๋วสะเทือนใจ เด็กที่เข้ามาก็จะมีบาดแผลในหัวใจที่แต่งต่างกันไป ซึ่งบาดแผลเหล่านี้มันรักษาได้ยากกว่าบาดแผลทางกาย เพราะมันต้องใช้เวลาและความรักเป็นยารักษา แต่หากเรามัวมานั่งสะเทือนใจ มานั่งเศร้ากับอดีตของเด็กแต่ละคน หรือมานั่งเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็จะโตไม่ได้ พวกเขาจะเข้มแข็งไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ ต้องเข้าใจ เราอาจจะเศร้า สะเทือนใจชั่วครั้งชั่วคราวกับเรื่องราวของพวกเขาได้ แต่เราจะต้องรีบเข้มแข็งขึ้นมา แกร่งขึ้นมา เพื่อมาเผชิญกับปัญหาต่างๆ และมาเป็นเสาหลักให้พวกเขายึดเกาะค่ะ

เห็นเด็กๆ ที่นี่รักแม่ (เจ้าหน้าที่) กันมาก เรามีวิธีสอนพวกเขาอย่างไร

ติ๋วคิดว่าสำหรับเด็กๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องสอนมากมายหรอก เพราะเขาจะเรียนรู้ได้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ ก็คือเราทำอย่างไร เด็กๆ ก็จะเรียนรู้จากสิ่งที่เราทำทั้งหมดทั้งสิ้น ดังนั้นเราที่เป็นผู้ใหญ่ก็ควรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กค่ะ

คาดหวังอะไรจากเด็กๆ บ้านโฮมฮักบ้างครับ

เราเลี้ยงเด็ก เราไม่ได้กดดัน ไม่ได้เรียกร้อง และไม่ได้คาดหวังด้วยว่าเด็กที่ไม่มีพ่อ แม่ จะได้ไปเป็นใหญ่เป็นโตในสังคม เพราะทรัพย์สินเขาก็ไม่มีอยู่แล้ว แรงเสริมมันก็น้อยอยู่แล้ว แต่ติ๋วมีความหวังอยู่อย่างหนึ่งว่า ขอให้เขามีชีวิตในวันนี้ ไม่ว่าจะสุขจะทุกข์อย่างไร ให้เขากล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง แล้วฝ่าฟันมันไปให้ได้ โดยเราจะต้องเป็นพี่เลี้ยง แล้วก็หาบทเรียนมาให้เขาเรียนรู้ เพราะฉะนั้นบทเรียนที่จะให้เขาเรียนรู้ มันจะต้องเป็นบทเรียนที่ไม่ใช่โกหก ไม่ใช่หลอกลวง แต่เป็นบทเรียนที่ต้องให้เขาเรียนรู้จาก ชีวิตจริงๆที่เกิดขึ้นในบ้าน แล้วเขาก็ต้องแก้ปัญหามัน แต่สิ่งที่ติ๋วอยากหวัง ติ๋วอยากหวังผู้ใหญ่ในสังคมมากกว่า หวังผู้คนที่มีหน้าที่ มีบทบาทในสังคม เพราะหากหน่วยงานรัฐเขามองข้ามและละเลย เด็กๆ เขาจะเติบโตอย่างไรคะ

เรียกได้ว่าคาดหวังจากผู้ใหญ่มากกว่า

ใช่ค่ะ อย่างแรกที่ติ๋วหวังจากผู้ใหญ่ในสังคม ติ๋วไม่อยากให้มองว่าไม่ใช่หน้าที่บทบาทของหน่วยงานนี้ แต่เป็นหน้าที่บทบาทของหน่วยงานนั้น หรือไม่อยากให้มองว่า เคยให้ไปแล้วปีนั้น ปีนี้ ปีนู้น เพราะว่าทุกอย่างมีให้แล้วก็ต้องมีหมดไป ซึ่งเด็กที่นี่เขาต้องไปโรงเรียน ต้องกินข้าว กินยา ทุกวันดังนั้นค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงแพงมาก อีกอย่างติ๋วยังหวังว่ารัฐจะทำอย่างไรที่จะมีนโยบายโอบอุ้ม อ้อมกอด แล้วก็ประคบประคองให้เด็กกลุ่มนี้ สามารถเรียนไปถึงที่สุด เพราะถ้าเขาไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา เขาไม่สามรถหางานทำงานได้ ถ้าเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ หางานทำไม่ได้แล้วเขาจะทำอย่างไร แล้วก็จะเป็นปัญหาสังคมทับซ้อน เพราะฉะนั้นถ้าเด็กกลุ่มนี้เขาหางานไม่ได้ แล้วเขาไม่มีใครอยู่เคียงข้าง เขาจะทำงานอะไรที่จะเลี้ยงชีพเขาได้ เขาจะกล้าบอกใครไหมว่าเขามีปัญหาสุขภาพ อันนั้นมันจะเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเด็กโฮมฮัก แต่โฮมฮักพูดแทนเด็กหลายๆ คนที่อยู่ในมุมมืดของประเทศค่ะ

ค่าใช้จ่ายของบ้านต่อเดือนสูงขนาดไหนครับ

สูงมากเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีโรคระบาด เดือนหนึ่งตกประมาณ 6-7 แสนบาท ติ๋วอยากจะบอกว่า ทุกวันนี้ติ๋วจะต้องขับรถพาเด็กๆ ไปรับยา และรักษาที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีระยะทางไกลจาก จ.ยโสธร ถึง 100 กิโลเมตร ไม่มีใครหรอกที่อยากจะขับรถ 100 กิโลเมตร วันนึง 2-3 รอบ หรือไม่มีใครหรอกที่อยากจะเสียเงินเป็นหมื่นๆ ใครๆ ก็อยากจะเสียเงินน้อยๆ กันทั้งนั้น ซึ่งหลายคนถามว่าทำไมติ๋วไม่เลือกที่จะใช้นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค และเลือกสถานพยาบาลที่ใกล้ๆ แล้วมีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยไหม มีหน่วยงานไหนเข้ามาสนับสนุนโครงการหรือเปล่า ติ๋วไม่ขอตอบนะคะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาตั้งคำถามกับเรา คำตอบมันอยู่ตรงนั้นแล้ว อีกอย่างติ๋วก็ยังรออยู่นะคะว่า เมื่อไหร่รัฐจะปรับปรุงเข้านโยบาย แล้วเมื่อไหร่ที่รัฐจะโอบอุ้มเด็กที่ติดเชื้อ HIV เสียที

ปัญหาเรื่องสุขภาพตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ

ติ๋วเป็นมะเร็งลำไส้มา 8 ปีแล้วค่ะ ที่ผ่านมาก็ทรงๆ ทรุดๆ แต่สำหรับตอนนี้แข็งแรงมากค่ะ พูดตามตรงเลยว่าทุกวันนี้ติ๋วแข็งแรงและมีความสุขมากๆ ตอนนี้ติ๋วรักษาโดยการใช้ธรรมชาติบำบัด เน้นผักสด ปลา และน้ำมะพร้าว ตอนเย็นติ๋วก็จะทำดีท๊อกซ์ค่ะ มีหลายคนที่พอรู้ว่าติ๋วไม่สบาย ก็พยายามหายา หาสูตรลับต่างๆ มาให้ บางคนก็จะให้ทดลองยาฟรีก็มี คือพูดได้ว่า ถ้าติ๋วจดและจำสูตรยาต่างๆ ไว้ คงเขียนเป็นหนังสือได้หลายเล่มเลยค่ะ ติ๋วก็ต้องขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงติ๋วค่ะ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ติ๋วแข็งแรงและมีกำลังใจต่อสู้โรคร้าย นั่นก็คือเด็กๆ ค่ะ

เรียกได้ว่ากำลังใจสำคัญตอนนี้ มาจากเด็กๆ

ใช่ค่ะ เด็กคือยาวิเศษของติ๋วเลย ถ้าไม่มีพวกเขาติ๋วอาจจะไปแล้วก็ได้ บางครั้งที่ติ๋วถูกรุมเร้าด้วยอาการปวดท้องจนไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้ เด็กๆ ก็จะมาคอยเช็ดตัว มาคอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ และคอยพูดให้กำลังใจติ๋ว เหมือนตอนที่เด็กๆ ไม่สบาย ซึ่งติ๋วเองก็เคยทำเช่นนี้และมักพูดอยู่เสมอว่า “กินข้าวนะลูกจะได้แข็งแรง หมาน้อยแม่” แต่พอวันที่ติ๋วนอนป่วยเด็กๆ ก็จะใช้ประโยคนี้ให้กำลังใจติ๋ว “กินข้าวนะแม่จะได้แข็งแรง แม่เป็นหมาน้อยของหนูนะ” ซึ่งคำพูดและการกระทำเหล่านี้มันทำให้ติ๋วต้องลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ทำให้ติ๋วรู้ว่าอาการป่วยของเรา มันก็แค่ป่วยทางกาย มันไม่ได้กัดกินหัวใจเราไปด้วย ดังนั้นเราจะต้องเข้มแข็ง เพื่อเด็กๆ ของเราค่ะ

หากวันหนึ่งไม่มีเราแล้ว โฮมฮักจะเป็นอย่างไร

ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเผชิญ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเร็วรึไปช้า แต่ในเมื่อมันยังไม่มาถึงติ๋วก็ยังจะคงทำงานเพื่อเด็กๆต่อไป แต่เมื่อไหร่ที่เราไป ติ๋วได้เตรียมการเอาไว้แล้ว คือติ๋วเคยได้พาเด็กๆ ไปเสถียรธรรมสถาน ซึ่งที่นั่นได้ให้สัญญากับติ๋วไว้ว่าวันหนึ่งถ้าติ๋วจากไป เขาก็จะมีคนมาช่วยดูแลเด็กๆ นอกจากนี้ยังมีทีมแม่ๆ อีกจำนวนหนึ่งซึ่งจะมาช่วยดูแลเด็กๆ ก็จะมีตั้งแต่คนที่ติดเชื้อ กลุ่มแม่จิตอาสา ที่ไม่พูดถึงเรื่องเงินเดือน ส่วนแม่อีกกลุ่มก็คือเด็กที่เรียนจบแล้วก็กลับมาช่วยกันดูแลน้องๆ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะช่วยสานต่อในสิ่งที่ติ๋วตั้งใจไว้ ก็คือเป็นเหมือนกระบอกเสียงทำให้สังคมรับรู้ว่า พวกเด็กๆ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเด็กปกติทั่วไปได้ เขาต้องการความรัก ต้องการให้ผู้ใหญ่มาโอบกอด พวกเขาสามารถโตได้ พวกเขาเรียนหนังสือได้ค่ะ

ทราบว่าตอนนี้กำลังอยากได้ห้องสมุด

เป็นความจำเป็นค่ะ เพราะว่าจริงๆ เรื่องห้องสมุดที่ผ่านมา ติ๋วเคยคิดว่ามุมไหนก็ได้ของบ้านเป็นห้องสมุดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นไม้ ในครัว หรือห้องนอน เป็นห้องสมุดได้ทั้งสิ้น แต่พอมาวันนี้ติ๋วพบว่ามันไม่ใช่แล้ว เด็กๆ บางกลุ่มชอบอ่านขยันอ่านแต่แบบอยู่ในกลุ่มที่โตแล้ว เขาก็อยากมีเวลาส่วนตัว อยากมีมุมส่วนตัว เราจึงควรจัดเป็นสัดเป็นส่วนให้เขาดีๆ ติ๋วก็เลยมาคิดว่า ถ้าเรามีห้องสมุดที่จัดวางหนังสือเป็นหมวดหมู่ดีๆ แล้วเราก็จะเปิดกว้างให้เด็กในชุมชนเข้ามาเรียนรู้ เข้ามาอยู่ร่วมกับลูกบ้านเราด้วย เราเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นประตูทางหนึ่งที่เปิดให้เด็กๆ จะเรียนรู้เรื่องของความรักที่เป็นการให้ การแบ่งปัน และการเอื้ออาทร เพราะห้องสมุดแห่งนี้ จะไม่ใช่แค่เพียงเป็นที่ให้ค้นหาความรู้จากนอกตำราเท่านั้น แต่ห้องสมุดแห่งนี้ จะเป็นเหมือนตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับบ้านโฮมฮักอีกด้วย และอีกประการหนึ่งก็คือ ห้องสมุดนี้ก็จะเป็นสถานที่สำหรับให้เด็กมาค้นคว้า เรียนรู้เรื่องหัวใจตัวเอง ที่ใช้คำว่าเรียนรู้เรื่องหัวใจตัวเอง เพราะหลายคนคิดว่าไปห้องสมุดก็คือไปอ่าน แล้วจะได้ความรู้กลับมา แต่เด็กบางคนอาจจะไปห้องสมุด เพื่อไปอ่านแล้วก็สำรวจหัวใจตัวเอง ว่าตัวเองทุกข์เรื่องอะไร สุขเรื่องอะไร ตัวเองจะทำอย่างไรกับวันพรุ่งนี้ เด็กจะสามารถค้นหาตัวเองได้ว่าเขาต้องการ และอยากที่จะเป็นอะไร เพราะฉะนั้นติ๋วจึงมองว่าห้องสมุดเริ่มมีความสำคัญต่อบ้านโฮมฮักมากขึ้นเรื่อยๆ และที่ตั้งใจไว้คืออยากสร้างห้องสมุดด้วยดินค่ะ

ทำไมจะต้องเป็นห้องสมุดดิน

ติ๋วอยากทำห้องสมุดที่มีลักษณะเป็นบ้านดินเหนียวค่ะ เหตุผลที่ติ๋วอยากจะทำเป็นแบบบ้านดินนั้นก็เพราะว่าเราอยากให้ได้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการก่อสร้างร่วมกัน ถ้าสร้างห้องสมุดด้วยไม้หรือด้วยปูน เด็กๆ บางคนก็ไม่สามารถที่จะไปจับปูน หรือทำอะไรได้มากมาย เพราะว่าเขามีปัญหาทางด้านสุขภาพ แต่ถ้าเราสร้างด้วยดิน เราจะทำเหมือนกับการทำค่ายร่วมกัน ที่พี่ๆ จะช่วยเหลือน้องๆ แล้วก็เด็กๆ จะร่วมสร้างไปด้วยกัน ก่อสร้างเริ่มต้นห้องสมุดแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งมันจะทำให้พวกเขาเกิดความรัก แล้วก็หวงแหนบ้านดินที่เป็นห้องสมุดแห่งนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วยความสามัคคี

อยากฝากอะไรกับผู้ที่กำลังอ่านอยู่

เด็กๆ คือเมล็ดพันธุ์ของแผ่นดิน เด็กๆ เขาจะโตไม่ได้เลยถ้าพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ไม่มีรูปแบบในการดำรงชีวิตที่ชัดเจนให้เขาได้เรียนรู้ หรือไม่มาช่วยกันรดน้ำพรวนดินเพื่อให้พวกเขาเติบโต เขาจะไม่สามารถเป็นไม้ใหญ่ที่จะให้ร่มเงาแก่คนอื่นได้ เพราะหากเราไม่รดน้ำพรวนดินพวกเขาด้วยความรักและโอกาส ต่อไปคงจะไม่มีใครเชิญธงชาติไทยให้โบกสะบัดแทนพวกเรา ติ๋วจึงอยากร้องขอกับทุกๆ คน ไม่ว่าท่านจะทุกข์จะสุข ขอให้มองเด็กๆ ด้วย เพราะเด็กทุกคนต้องการความรัก เด็กทุกคนต้องการผู้ใหญ่ที่จะเดินเคียงข้างเข้า แล้วก็เด็กทุกคนต้องการแบบอย่างที่จะทำให้เขาเรียนรู้ว่า ความดีเขาปฏิบัติกันอย่างไร ความสามัคคีมันคืออะไร และความกตัญญูต่อแผ่นดินนั้นจะต้องทำอย่างไร

กล่าวได้ว่า แม่ติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์ เป็นหญิงเหล็กหัวใจแกร่ง ที่ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา เธอพยายามต่อสู้เพื่อเด็กๆ บ้านโฮมฮัก ซึ่งเธอเชื่อเหลือเกินว่า หากเธอทำให้สังคมมีมุมมองกับเด็กที่มีเชื้อ HIV ในทางที่ดีได้ ไม่ใช่แค่เด็กในโฮมฮักเท่านั้นที่จะถูกสังคมโอบอุ้ม แต่หมายถึงเด็กทั้งหมดในประเทศไทย จะได้รับการดูแล ใส่ใจ และเอื้ออาทร เพราะทุกคนจะเชื่อมั่นว่า เด็กๆ เหล่านี้ เขาน่ารักสดใส เขาสามารถโตได้

และสิ่งหนึ่งที่ได้เป็นข้อคิดหลังจากการสัมภาษณ์แม่ติ๋วในครั้งนี้ นั่นก็คือ “ตราบใดที่มีลมหายใจ จงทำให้ชีวิตมีคุณค่า