Archive for the ‘Headline’ Category

ให้ทุกๆ วันเป็นวันเด็ก

January 8th, 2011

ไม่อยากให้มองว่าเป็นปีเก่าหรือปีใหม่ หรือวันเด็ก อยากให้มองว่าทุกๆวันเป็นวันสำคัญสำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวันอะไร หากสังคม ผู้ใหญ่คิดถึงเด็กทุกวัน ในอนาคตเด็กในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีพลัง เป็นแรงสำคัญในการเคลื่อนไหวสังคมให้มีความสุข

ถ้าเราอยากให้เด็กเป็นคนดีผู้ใหญ่ก็ต้องปฏิบัติตนให้เด็กเห็นถึงความดีงาม อยากให้ผู้ใหญ่ย้ำให้เด็กเป็นคนดีคนเก่ง อยากให้เด็กเป็นอย่างไรผู้ใหญ่ก็ต้องทำอย่างนั้นให้เด็กเห็น ทำตลอด เด็กก็จะเป็นเด็กที่มีคุณภาพ

สุดท้ายอยากบอกกับคนทุกคนว่า ไม่ใช่รักเด็กแล้วมองว่ามอบเงินให้ก้อนหนึ่ง สิ่งที่เด็กต้องการคือความรัก รัก คือ อาหาร คือยารักษาโรค มีที่อยู่อาศัยอย่างพอเหมาะ ในความรักมีเรื่องการอยู่ร่วมกัน ถ้ารักเด็ก ไม่อยากให้รักด้วยคำพูดเท่านั้น แต่รักด้วยการกระทำ

เรือชีวิต

December 23rd, 2010

บ้านโฮมฮักเปรียบเสมือนเรือ “ชีวิต” ที่บรรทุกเด็กกำพร้า เด็กป่วย ผู้ป่วย และผู้ชรา  เพื่อนำส่งสู่จุดหมายปลายทางที่ทุกคนในเรือมีความหวังกับอนาคต   เรือลำน้อยที่บรรทุกเด็กกำพร้า  เด็กป่วย  ผู้ป่วย ผู้ชรา           สู่มหาสมุทรที่เวิ้งว้าง  มองไม่เห็นจุดหมายปลายทางต้องผ่านคลื่นลมมรสุม แรงกระแทก กระทบของความไม่แน่นอน  ความไม่เข้าใจจากมนุษย์และจากธรรมชาติ  ทุกวัน ทุกเวลา  ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า  วันแล้ว วันเล่า  เดือนที่ผ่านไปในแต่ละเดือน แต่ละปีอย่างเข้มแข็ง  กล้าแกร่งและมีสติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เนือง ๆ  ผ่านความหิวผ่านความหนาว ผ่านความเจ็บปวด เป็นทุกข์กับการต้องอยู่ในเรืออย่างเบียดเสียด แย่งกัน ทะเลาะกัน  ตีกัน 

แต่เรือชีวิตลำน้อยก็ยังคงลอยลำมาได้ 24 ปี  ระหว่างการเดินทางแห่งชีวิต เรือลำน้อย  ผ่านเกาะ แก่ง ผ่านความงดงาม ผ่านความสว่าง  ในจิตใจ  ที่ใด ที่ใครพร้อม ก็จะขอก้าวลงจากเรือไปค้นหา  เดินหน้าสู่ฝันของตนเอง  เรือ “ชีวิต” ลำน้อยก็คงต้องลอยลำต่อไป  เด็กที่ป่วยอาจจะต้องลาจากไป อย่างเป็นสุขเพราะได้มีโอกาสใชัชีวิตร่วมกัน  ในการล่องเรือเห็นภาพชีวิต เห็นเกาะ แก่ง ที่สวยงามร่วมกัน แต่เขาอาจจะหมดเรี่ยวแรง ทำให้ต้องลาจากไป เรือชีวิตลำน้อยก็ยังคงต้องลอยลำต่อไป  ยังคงมีเด็กกำพร้ารออยู่บนฝั่งที่ขอความช่วยเหลือ  ทำให้เรือลำน้อย ต้องแวะเวียนเข้าไปรับเด็กลงเรือชีวิต เรือแห่งความรัก  กัปตันเรือถือหางเสือเรือยืนอย่างกล้าหาญ แข็งแกร่ง องอาจ ผ่านชีวิต ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี  มาอย่างโชกโชน  ไม่เคยหวั่นไหวต่อคลื่นลม มรสุมอันเลวร้าย สามารถนำเรือชีวิตฝ่าฝันอุปสรรคมาจนถึงวันนี้  วันที่ชราลงอ่อนแรง  มือที่ถือหางเสือเรือเริ่มสั่นระริก  ขาทั้งสองข้างเริ่มปวดชา  หลังไหล่งองุ้ม  เจ็บปวดกับกายกับภาวะที่ต้องกำหนดทิศทาง ต้องวางแผน ต้องประเมินสถานการณ์ 

ต้องดูแลให้ความรักเด็กกำพร้า ด้วยกิจกรรมที่จะทำให้เรือชีวิตสามารถลอยลำอยู่ได้  ต้องดูแลเด็กที่เจ็บป่วย ดูแลผู้ชราให้ถึงที่สงบอย่างเหมาะสมสู่นิรันดร์ต้องอาทรกับผู้ที่ทุกข์ ทนยาก ถึงแม้จะปวดเจ็บเป็นทุกข์  แต่ก็สุขกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ  ภายในลำเรือ  สมองก็ยังต้องคิดคำนึงวางแผน  สำหรับการมีอยู่มีกิน  ความมั่นคงของเด็ก ๆ  พรุ่งนี้จะมีกินไหมนะ ขณะที่เราก็อ่อนล้า หลังไหล่ค่อมคุ้ม  ผู้ใหญ่หลายคนที่ช่วยดูเด็ก ๆ ในลำเรือ เริ่มก้าวขึ้นจากเรือ เพื่อตามหาฝันของตนเองและสร้างความมั่นคงให้กับตนเองหลายคนพบหนทาง  พบสิ่งที่ดี  อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเคยลอยลำ ฝ่าคลื่นลมมรสุมด้วยกันในเรือชีวิตลำนี้

กัปตันเรือวาดหางเสือเรือ ชิดฝั่ง ยืนนิ่งสงบอย่างมั่นคงด้วยขา  ที่ปวดชาทั้งสองข้าง  แขนที่สั่นระริกตามความหนักของอุปสรรค ปัญหา ที่ถาโถมเข้ามา  ยืดหลังไหล่ให้ตึง ตรง พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้า หายใจออก  อย่างมีสติเข้าปอดเต็มแรง  ด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ อยู่ร่วมกับทุกข์ให้เกิดสุข ที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป เพราะเป็นชีวิต  “ที่ได้เลือกแล้ว”  ว่าจะจบชีวิตหมดลมหายใจในหน้าที่ของผู้ถือหางเสือ “เรือชีวิต”  ลำนี้อย่างมีความหวังและกำลังใจ       

ต้องดูแลให้ความรักเด็กกำพร้า ด้วยกิจกรรมที่จะทำให้เรือชีวิตสามารถลอยลำอยู่ได้  ต้องดูแลเด็กที่เจ็บป่วย ดูแลผู้ชราให้ถึงที่สงบอย่างเหมาะสมสู่นิรันดร์ต้องอาทรกับผู้ที่ทุกข์ ทนยาก ถึงแม้จะปวดเจ็บเป็นทุกข์  แต่ก็สุขกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ  ภายในลำเรือ  สมองก็ยังต้องคิดคำนึงวางแผน  สำหรับการมีอยู่มีกิน  ความมั่นคงของเด็ก ๆ  พรุ่งนี้จะมีกินไหมนะ ขณะที่เราก็อ่อนล้า หลังไหล่ค่อมคุ้ม  ผู้ใหญ่หลายคนที่ช่วยดูเด็ก ๆ ในลำเรือ เริ่มก้าวขึ้นจากเรือ เพื่อตามหาฝันของตนเองและสร้างความมั่นคงให้กับตนเองหลายคนพบหนทาง  พบสิ่งที่ดี  อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเคยลอยลำ ฝ่าคลื่นลมมรสุมด้วยกันในเรือชีวิตลำนี้

กัปตันเรือวาดหางเสือเรือ ชิดฝั่ง ยืนนิ่งสงบอย่างมั่นคงด้วยขา  ที่ปวดชาทั้งสองข้าง  แขนที่สั่นระริกตามความหนักของอุปสรรค ปัญหา ที่ถาโถมเข้ามา  ยืดหลังไหล่ให้ตึง ตรง พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้า หายใจออก  อย่างมีสติเข้าปอดเต็มแรง  ด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ อยู่ร่วมกับทุกข์ให้เกิดสุข ที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป เพราะเป็นชีวิต  “ที่ได้เลือกแล้ว”  ว่าจะจบชีวิตหมดลมหายใจในหน้าที่ของผู้ถือหางเสือ “เรือชีวิต”  ลำนี้อย่างมีความหวังและกำลังใจ  

ต้องดูแลให้ความรักเด็กกำพร้า ด้วยกิจกรรมที่จะทำให้เรือชีวิตสามารถลอยลำอยู่ได้  ต้องดูแลเด็กที่เจ็บป่วย ดูแลผู้ชราให้ถึงที่สงบอย่างเหมาะสมสู่นิรันดร์ต้องอาทรกับผู้ที่ทุกข์ ทนยาก ถึงแม้จะปวดเจ็บเป็นทุกข์  แต่ก็สุขกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ  ภายในลำเรือ  สมองก็ยังต้องคิดคำนึงวางแผน  สำหรับการมีอยู่มีกิน  ความมั่นคงของเด็ก ๆ  พรุ่งนี้จะมีกินไหมนะ ขณะที่เราก็อ่อนล้า หลังไหล่ค่อมคุ้ม  ผู้ใหญ่หลายคนที่ช่วยดูเด็ก ๆ ในลำเรือ เริ่มก้าวขึ้นจากเรือ เพื่อตามหาฝันของตนเองและสร้างความมั่นคงให้กับตนเองหลายคนพบหนทาง  พบสิ่งที่ดี  อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเคยลอยลำ ฝ่าคลื่นลมมรสุมด้วยกันในเรือชีวิตลำนี้

กัปตันเรือวาดหางเสือเรือ ชิดฝั่ง ยืนนิ่งสงบอย่างมั่นคงด้วยขา  ที่ปวดชาทั้งสองข้าง  แขนที่สั่นระริกตามความหนักของอุปสรรค ปัญหา ที่ถาโถมเข้ามา  ยืดหลังไหล่ให้ตึง ตรง พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้า หายใจออก  อย่างมีสติเข้าปอดเต็มแรง  ด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ อยู่ร่วมกับทุกข์ให้เกิดสุข ที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป เพราะเป็นชีวิต  “ที่ได้เลือกแล้ว”  ว่าจะจบชีวิตหมดลมหายใจในหน้าที่ของผู้ถือหางเสือ “เรือชีวิต”  ลำนี้อย่างมีความหวังและกำลังใจ

จาก…หญิงชรา

เสียงเล็กๆ ของเด็กๆ “จากศาลายา…สู่สันติภาพปัตตานี”

December 9th, 2010

ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เด็ก ๆ บ้านโฮมฮักได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม “เดินจากศาลายา สู่สันติปัตตานี” ที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดโครงการขึ้นโดยเริ่มเดินอย่างสงบและตั้งจิตมั่นจากมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ไปถึงมัสยิดกลางปัตตานี ระยะทางประมาณ 1,100 กิโลเมตร ระหว่างวันที่ 11 ก.ค. – 1 ก.ย. 2553 ระยะเวลาประมาณ 55 วัน โดยการนำของ ดร.โคทม  อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

การเดินเพื่อสันติปัตตานีในครั้งนี้ จะเป็นความพยายามเชื่อมโยงสันติภายในของผู้เดินเอง เข้ากับเรื่องของสังคม หรือสันติสังคมด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกภาคส่วน ทุกเชื้อชาติ และทุกศาสนา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงหรือขัดแย้งกัน ได้พูดคุยกันเพื่อร่วมกันคลี่คลายความขัดแย้งโดยสันติวิธี และถือเป็นภารกิจของตนที่จะมีส่วนร่วมแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี เกิดความเข้าใจเห็นอกเห็นใจ และเต็มใจที่จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

สำหรับเด็ก ๆ บ้านโฮมฮัก ถึงแม้ว่าจะร่วมเดินเพียง 10 วัน โดยร่วมเดินจากอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลาสู่มัสยิดกลางปัตตานี รวมเส้นทางประมาณ 120 กิโลเมตร โดยมีเด็ก ๆ รวมทั้งทีมแม่ทีมพ่อร่วมเดินทั้งหมด 15 คน เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ในหลายสิ่งหลายอย่าง ได้ฝึกความอดทน รวมทั้งได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่เรียกว่าคำว่า “สันติ” แล้วรูปธรรมมันเป็นอย่างไร

“จากที่ผมได้ไปร่วมเดินธรรมยาตรา  ซึ่งผมได้เรียนรู้มากมายเช่น  ความอดทน   การตรงต่อเวลา  มีน้ำใจ  ความเสียสละ  และความสามัคคี  ผมประทับใจน้ำใจของคนชาวเกาะสมุยครับ    และผมได้รู้จักของดีชาวเกาะสมุยด้วย  คือ  ทำจิตใจให้กว้างขวางเหมือนท้องฟ้า ทำจิตใจให้แจ่มใสเหมือนดวงดารา ทำจิตใจให้เยือกเย็นเหมือนน้ำในมหาสมุทร และทำจิตใจให้มั่นคงเหมือนภูเขา และถ้ามีโครงการเดินธรรมยาตรานี้อีก  ผมอยากจะไปร่วมเดินเท้า  ก้าวธรรมอีกครับ”

น้อง..แม็ค สุรศักดิ์มนตรี ป.5

“ผมต้องการเดินทางรอยเท้าของ ผู้ใหญ่ เพราะจะได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ว่ามีวิธีคิดวิธีแก้อย่างไร ถึงแม้ว่าการเดินในครั้งนี้จะเหนื่อยแต่ก็สนุก  เพราะทุกจงหวัดที่เดินทางมีการ ต้อนรับทำให้สุขใจ อยากฝากให้ผู้ใหญ่ที่มีความคิดขัดแย้งกันยุติการใช้ความรุนแรงเพราะ ไม่ต้องการให้เด็ก ๆ  ในภาคใต้เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกับผม ซึ่งการเป็นเด็กกำพร้านั้นมันลำบากไม่อยากให้ผู้ใหญ่ฆ่ากัน รบกัน เพราะเมื่อพ่อแม่ตายไปทำให้ลูกๆ กลายเป็นเด็กกำพร้าเพิ่มขึ้นอีก” 

จาก  น้องเบ็ญ

“ภาคใต้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ไม่เหมือนที่ได้ฟังจากข่าว เหตุการณ์ช่างน่ากลัวมาก มีทหารคอยถือปืนเฝ้าพร้อมที่จะสู้รบกันตลอดเวลา”       

จาก น้องเอ็ดดี้

“ผมมาเดินเพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า เด็กที่มีปัญหาสุขภาพก็สามารถทำได้ และควรได้รับการดูแลจากสังคม” 

จาก  น้องเผือก

“หนูได้เรียนรู้ว่าการเดินธรรมยาตรา  ได้ทำให้จิตใจของหนูเข้มแข็งเหมือนดั่งหินที่แข็งอยู่ใต้ดิน  และทำให้หนูเห็นสิ่งที่สวยงาม  เช่น  มีจิตใจสีเขียวดั่งภูเขาทำให้จิตใจเย็นเหมือนดั่งน้ำตก  และทำให้หนูมีความสุขด้วยค่ะ  ขอบคุณค่ะ ที่ได้ให้หนูไปร่วมเดินธรรมยาตราในครั้งนี้”      

น้องลัดดา  ป.4

เสียงจากเด็กกำพร้าแห่งบ้านโฮมฮัก ซึ่งอาจจะเป็นตัวแทนของเด็กกำพร้าอีกหลาย ๆ คนในสังคม เขาหวังว่า ผู้ใหญ่จะยุติความรุนแรงและหันมาปรองดองกัน หยุดใช้ความรุนแรง ใช้เหตุผลบนเส้นทางแห่งความสันติ และร่วมใจกันเป็นหนึ่ง    เดียวทั้งประเทศ   พร้อมปกป้องสถาบันอันทรงเกียรติของไทยไว้    เพื่อความเป็นปึกแผ่นและน้ำหนึ่งใจเดียวหลอมรวมกันทั้งประเทศ เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของไทยเราสืบไป

สร้างฝัน แบ่งปันรัก ที่บ้านโฮมฮัก

November 20th, 2010

หนูอายุ 15 ปี แล้วค่ะ กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่ผ่านมาหนูเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.58 หนูมีความฝันว่า เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว หนูอยากเรียนต่ในระดับมหาวิทยาลั สอบเข้าในคณะวิชาแพทย์ หรือพยาบาล ได้กลับมาดูแลน้องๆ และคนอื่นๆ ที่ยากลำบากกว่า

อยู่ที่บ้านโฮมฮักแห่งนี้ หนูมีโอกาสได้รับความรัก และความเข้าใจจากผู้ใหญ่ใจบุญหลากหลายท่าน ที่มอบความรักและความอาทรให้กับหนู หนูสัญญาว่า เมื่อโตขึ้นหนูจะตั้งใจเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจนจบให้ได้ แล้วนำวิชานั้นมาช่วยดูแล เกื้อกูลเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ไม่ต้องเดินทางไปรับยาไกลๆ ไม่ต้องมีปัญหากระทบกับครู เพราะหนูนี่แหละคือผู้ปฏิบัติที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความ “รัก”

“ขอเพียงรัก” รักและเข้าใจ คือ คุณค่าที่ยิ่งใหญ่สำหรับดวงใจเล็กๆ ของหนูค่ะ กราบขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่มอบความรัก มอบโอกาสให้หนูได้มีพลังเติมเต็มความฝัน และความหวังในชีวิตเล็กๆ วันนี้หนูคงเป็นดินที่ไร้ค่า แต่วันข้างหน้าหนูคงเป็นฟ้าที่กว้างใหญ่ หนูจะเติบโตให้งดงามทั้งกายและใจ ไม่ทอดทิ้งเพื่อน และเพื่อนผู้ยากลำบากกว่า และจะไม่เป็นภาระของผู้อื่นค่ะ

ท่านผู้สนใจ สามารถร่วมแบ่งปันความรักให้เด็กๆ ได้ที่ ชื่อบัญชี “มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน” เลขที่ 271-4-37505-8 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน สาขายโสธร หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่…045-722241, 045-580200 หรือโทรศัพท์มือถือที่ 081-0754953, 084-4744755

โครงการครอบครัวอุปถัมภ์แห่งบ้านโฮมฮัก

April 9th, 2009

atas-homehug

จดหมายจากประธานโครงการฯ
เรียน ท่านผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน

“ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ซาบซึ้งในการทำงานที่เสียสละอย่างมากของครูติ๋วและเจ้าหน้าที่ทุกคนในบ้านโฮมฮัก ชีวิตของเด็กๆ ในบ้านนี้สอนให้ผมรู้ว่า แม้เบี้องหน้าของชีวิตจะไม่สดใส เต็มไปด้วยอุปสรรคและคำถาม แต่ด้วยหัวใจที่ต่อสู้เกินร้อยของผู้นำ และความรักความผูกพันธ์ของสมาชิกในบ้าน พวกเขาจึงผ่านมาได้ในอดีต แต่เพราะความไม่มั่นคงทางการเงินในปัจจุบันของมูลนิธิ กำลังส่งผลให้อนาคตในชีวิตของพวกเขาไม่มีความยั่งยืน

ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมแบ่งปันความมั่นคงและยั่งยืนให้เด็กๆ และเป็นกำลังใจให้ครูติ๋ว ด้วยการร่วมให้การสนับสนุนเป็นครอบครัวอุปถัมภ์แบบเป็นประจำรายเดือน ช่วยคลายความกังวลในเรื่องปากท้องของพวกเขา และเพื่อที่เราทุกคนจะไม่ต้อง…โดดเดี่ยวคนดี”

Read the rest of this entry »