Archive for February 7th, 2009

ฉันผิดด้วยหรือ?

February 7th, 2009

ต้นรักปีนี้ฉันอายุ 40 ปีเต็ม ฉันมีลูกสาว 1 คน อายุ 8 ปี

ฉันเป็นสาวหมู่บ้านที่หน้าตาไม่สวย แ่ต่ซื่อและขยัน ฉันไม่ได้ไปทำงานกรุงเทพฯ เหมือนสาวหมู่บ้านคนอื่นๆ ฉันไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลย อาจเป็นเพราะฉันต้องเข้าไร่ในเวลาเช้ามืด และกลับจากไร่ในเวลามืดค่ำแล้วของแต่ละวัน ฉันใช้ชีวิตเช่นนี้ตั้้งแต่จบ ป.6 เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนได้พบรักครั้งแรกในช่วงอายุ 30 ปี

30 ปีที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว อยู่กับท้องไร่ ท้องนา ทำให้หญิงซื่ออย่างฉันตัดสินใจแต่งงานกับชายหนุ่มหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งที่ยังไม่เคยพบกันมาก่อน โดยมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจัดการให้ ด้วยเห็นว่าฉันอายุมากแล้ว ยังเป็นสาวโสด ส่วนฝ่ายชายผ่านการทำงานจากกรุงเทพฯ เก็บเงิน เก็บทอง พร้อมทั้งเลิกกับภรรยามาได้ 1 ปี

ฉันมีความสุขกับการแต่งงานได้ 3 เดือน ฉันเริ่มแพ้ท้อง ฉันคิดว่าครอบครัวฉันจะสมบูรณ์ มีความสุขเสียที ฉันเฝ้าทะนุถนอมความรักของฉัน และลูกในท้องอย่างหวงแหน แต่แล้วเหมือนฟ้าฟาดลงมาที่กลางศีรษะ

ในวันที่ฉันไปฝากครรภ์ เมื่อก่อนถึงกำหนดคลอดไม่กี่วัน คุณหมอบอกฉันว่า ฉันมีเลือดผิดปกติ ฉันมีเชื้อไวรัสเอดส์ ลูกสาวฉันก็ได้รับเชื้อเอดส์จากตัวฉัน ทุกคนในหมู่บ้านมองฉันอย่างดูแคลน รังเกียจฉัน สามีฉันตายจากไป

ทุกวันนี้ตัวฉันและลูกสาวฉันอยู่ที่มูลนิธิ สุธาิสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน จังหวัดยโสธร ฉันเริ่มมีความสุขขึ้นจากครอบครัวโฮมฮักที่อยู่กันด้วยความรัก เข้าใจ และต่างแบ่งปันช่วยเหลือกัน

แต่วันใดที่ฉันกลับไปเยี่ยมบ้าน เพื่อดูทรัพย์สินที่มีอยู่ว่าจะจัดการอย่างไรก่อนตาย ฉันก็ยังได้รับการต้อนรับที่เมินเฉย รังเกียจ ดูแคลน

แล้วฉันทำผิดอะไร?

ฉันรักเดียวใจเดียว ซื่อสัตย์ และแต่งงานอย่างถูกต้อง

เมื่อฉันโชคร้าย เหตุใดฉันยังต้องถูกรังเกียจมากกว่าเข้าใจและเห็นใจ

โดย…แม่ 40

ยาวิเศษรักษาทุกโรค

February 7th, 2009

เสียงหัวเราะของเด็กๆเสียงของเด็กๆ เป็นเสมือนยาวิเศษที่สมานหัวใจของผู้ได้อยู่ใกล้ชิดให้เบิกบาน เพียงแค่เีสียงหัวเราะ เสียงวิ่งเล่นที่สนุกสนานของเด็กๆ ก็ทำให้โลกสดใสสว่าง

อยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าในแต่ละวัน คุณได้ทำอะไรที่คุณรัก ทำทุกวันก็จะเห็นผลทุกวัน เพียงแค่คิดว่าจะทำให้คนอื่นเป็นสุข เราก็สุข จนนับเป็นคะแนน เป็นมูลค่า เป็นตัวเลขไม่ได้เลยทีเดียว และสำหรับผู้ที่ป่วย ไม่ว่าจะป่วยกายหรือป่วยใจ อย่าเป็นทุกข์เพราะอาการเจ็บป่วย อย่าเชื่อที่เขาเล่าว่าเป็นโรคนั้นกินนั้นไม่ได้ กินนี้ไม่ได้ หรือทำสิ่งนั้นไม่ได้ ทำสิ่งนี้ไม่ได้ ก็เท่ากับเราตัดโอกาสการเรียนรู้ของความสามารถของอวัยวะในแต่ละส่วน ที่อยู่ภายในร่างกายของเรา อะไรที่กินแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ เราก็จะำได้รู้ แล้วก็ไม่กิน อะไรที่ทำได้ ก็ทำต่อไป อะไรที่ทำแล้วเป็นทุกข์ รู้สึกไม่สบาย ก็หยุด

แต่ถ้าเราไม่ลองเรียนรู้ความสามารถของกาย แรงที่มีที่สะสมไว้ก็จะหมดไป เพราะชีวิตมันไม่ได้รับการเติมพลังเลย ไม่ได้ออกกำลังทางกาย ไม่ได้ออกกำลังทางความคิด “จิต” ก็จมจ่อมอยู่กับสิ่งที่เราคิดว่า “มันคือความทุกข์” คือความเศร้าหมอง จมอยู่กับความคิดว่า “ทำไมต้องเกิดกับเรา” เราทำแต่ความดี

ชีวิตมันก็ตายตั้งแต่ยังไม่ตาย

แต่ถ้าเราคิดว่าวันวาน เมื่อวาน มันก็ผ่านไปแล้ว พรุ่งนี้มันก็ยังมาไม่ถึง แล้วเรากลัวอะไรกับวันนี้ ถ้ายังหายใจได้ เดินได้ ขยับตัวได้ อยากทำอะไรก็ทำ เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน หิวก็กิน ถ้าคิดว่ากินได้ กินเลย อย่ากลัว ถ้ากินแล้วกายมันทุกข์ มันก็จะปฏิเสธทันที

เช่นเดียวกับที่แม่บ้านโฮมฮัก ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำคืองาน ที่จะทำให้มีเงิน มีเกียรติ มีชื่อเสียง แต่สิ่งที่กำลังร่วมกันกระทำ มันคือ “ชีวิต” เป็นงานแห่งชีวิตที่จะสร้างคนให้เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ เป็นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่แผ่นดิน เป็นที่พักอาศัยของหมู่นกกาได้มาอาศัย และเป็นดอกเป็นใบ แต่งแต้มสีสันให้ความสวยงามกับโลกใบนี้ เป็นความงดงามในหัวใจเด็กๆ ที่ไม่มีใครสามารถโค่นล้มต้นรักแห่งความดีงามในหัวใจของเด็กๆ ได้ ถ้าเขาเข้มแข็ง…

…จากการได้รับการเลี้ยงดูด้วยรัก

กำไรชีวิตของผู้หญิง

February 7th, 2009

เด็กน้อยที่บ้านโฮมฮัก“เด็กๆ คือ เมล็ดพันธุ์ของแผ่นดิน” ช่างเป็นคำนิยามให้กับเด็กบ้านโฮมฮักได้อย่างลงตัว

นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้มาผูกพัน ใช้ชีวิตร่วมกับเด็กๆ บ้านโฮมฮัก รู้สึกว่าตัวเองมีความสุข โดยที่ไม่ต้องแสวงหากเงินทองให้มากมาย แค่ได้ทำในแต่ละวันอย่างมีความสุข และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ไปในทางที่ดีขึ้น มันช่างเป็นอะไรที่งดงามในจิตใจ โดยที่ไม่ต้องไปประกาศให้คนอื่นได้รับรู้ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเองอย่างเงียบๆ อยู่ในจิตสำนึกของคนที่มาทำหน้าที่เป็น “แม่”

นี่คือกำไรชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ได้เห็นน้ำตา ได้ยินเสียงหัวเราะ ได้เล่นกับเด็กๆ

เฮ้อ! แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่า “ตัวเองก็ยังมีค่าอยู่นะ” ถึงแม้บางครั้งเราค้นหาคำตอบให้ไม่ได้กับคนที่ถามเราว่า “ทำงานหนักๆ แบบนี้ มีเวลาเป็นของตัวเองหรือเปล่า?” แต่อยากจะบอกว่าเรามีเวลาเท่ากันทุกคน คือ 24 ชั่วโมง แต่เราจะทำให้ 24 ชั่วโมง มีความสุขมากแค่ไหน

คำตอบที่ชัดเจนมากกว่าคำถาม คือ เวลาที่เราทำให้เด็กเติบโต ทั้งด้านร่างกาย ความคิด พัฒนาการต่างๆ รวมทั้งการที่เด็กๆ ได้รับใช้แผ่นดิน และอยากจะฝากให้สังคมหันกลับมามองเด็กๆ ที่น่ารักกลุ่มนี้บ้าง

ให้โอกาสเด็กๆ ด้วยนะคะ

โดย…แม่พอลล่า